22

Jul

2026

testimonials

เรตินอยด์ คืออะไร? มือใหม่เริ่มยังไงไม่ให้หน้าลอก

อัพโหลดเมื่อ 07.22.26

LINE it!
เรตินอยด์ คืออะไร? มือใหม่เริ่มยังไงไม่ให้หน้าลอก

 

ซื้อเรตินอลขวดแรกมาด้วยความหวัง ใช้ไปสามคืนหน้าเริ่มแดง พอเข้าสัปดาห์ที่สองผิวลอกเป็นขุยจนต้องเก็บขวดเข้าลิ้นชัก แล้วสรุปกับตัวเองว่าผิวเราคงใช้ เรตินอยด์ ไม่ได้ เรื่องนี้เกิดกับคนไทยจำนวนไม่น้อย แต่ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ผิวบอบบางเกินไป จริง ๆ แล้วตัวแปรอยู่ที่สองเรื่องนี้ต่างหาก 

  • รูปแบบของสารที่เลือกใช้ เพราะอนุพันธ์วิตามินเอมีหลายชนิด และความแรงต่างกันคนละเรื่อง 
  • สภาพผิวตั้งต้นก่อนเริ่มใช้ ถ้าเกราะผิวยังไม่แข็งแรงพอ ต่อให้ใช้สารที่อ่อนโยนแค่ไหนก็ยังลอกได้ 

บทความนี้จะพาไปดูว่าสารกลุ่มนี้มีกี่แบบ แบบไหนเหมาะกับมือใหม่ และควรเตรียมผิวยังไงให้ผ่านช่วงแรกไปได้โดยหน้าไม่พัง 

เรตินอยด์ คืออะไร แล้วเรตินอลอยู่ตรงไหน 

สารกลุ่ม  เรตินอยด์ (Retinoid) คือชื่อเรียกรวมของอนุพันธ์วิตามินเอทั้งหมด ส่วนเรตินอลที่เราคุ้นกันดีเป็นเพียงสมาชิกตัวหนึ่งในกลุ่มนี้เท่านั้น หลายคนใช้สองคำนี้สลับกันจนเข้าใจผิดว่าเป็นสารตัวเดียวกัน 
 

สารกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนรูปเป็นกรดเรติโนอิกบนผิวเสียก่อน และจำนวนขั้นที่ต้องเปลี่ยนนี่เองที่ทำให้แต่ละตัวต่างกัน 

  1. เรตินิล เอสเทอร์ (Retinyl Esters) ต้องอาศัยเอนไซม์ทำปฏิกิริยาถึง 3 ครั้ง จึงอ่อนโยนที่สุดแต่เห็นผลช้าที่สุดเช่นกัน มักพบในสกินแคร์สำหรับผิวบอบบาง 
  2. เรตินอล (Retinol) ใช้ 2 ครั้ง เป็นรูปแบบที่นิยมที่สุดในสกินแคร์ทั่วไป และเป็นตัวที่คนเจอปัญหาผิวลอกกันมากที่สุด 
  3. เรตินัล (Retinal) ใช้เพียงครั้งเดียว ออกฤทธิ์ไวกว่า แต่ก็ระคายเคืองง่ายกว่า 
  4. กรดเรติโนอิก (Retinoic Acid) อย่าง Tretinoin ออกฤทธิ์ได้ทันที จัดเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น 

ยิ่งใกล้ฟอร์มเรตินอยด์ กรดเรติโนอิกมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นผลไว แต่ก็ยิ่งระคายเคืองง่ายขึ้นเท่านั้น และนี่คือทางสองแพร่งที่คนอยากดูแลริ้วรอยต้องเจอมาตลอด จนกระทั่งมีรูปแบบใหม่เข้ามาแก้โจทย์นี้

 

HPR Retinoid ต่างจาก เรตินอล ทั่วไปอย่างไร? 

HPR (Hydroxypinacolone Retinoate) เป็นเอสเทอร์ของกรดเรติโนอิกที่จับกับตัวรับบนผิวได้โดยตรง จึงข้ามขั้นตอนการเปลี่ยนรูปที่เรตินอลต้องผ่านไปได้ ผิวจึงไม่ต้องผ่านการเปลี่ยนรูปหลายต่อ ซึ่งเป็นต้นทางของอาการแสบ แดง และลอกเป็นขุยในช่วงแรก 

เปรียบเทียบ 

เรตินอลทั่วไป 

HPR Retinoid 

การเปลี่ยนรูปบนผิว 

ต้องแปลง 2 ขั้น 

จับตัวรับได้โดยตรง 

ความอ่อนโยน 

ระคายเคืองได้ง่ายในช่วงแรก 

อ่อนโยนต่อผิวมากกว่า 

ช่วงปรับสภาพผิว 

มักมีผิวแห้งลอกราว 2–6 สัปดาห์ 

โอกาสเกิดน้อยกว่า 

ความเสถียรของสาร 

ไวต่อแสงและอากาศ 

เสถียรกว่า 

เหมาะกับใคร 

ผิวที่คุ้นกับสารกลุ่มนี้แล้ว 

มือใหม่ ผิวบอบบาง 

 

เตรียมผิวก่อน แล้วค่อยลงเซรั่ม สเต็ปที่คนมักข้าม 

ต่อให้เลือกสารที่อ่อนโยนขึ้นแล้ว ถ้าเกราะป้องกันผิวตั้งต้นยังอ่อนแอ ผิวก็ยังลอกได้อยู่ดี เกราะผิวทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื้นไว้ข้างใน พอเกราะนี้อ่อนแอลง ผิวก็จะสูญเสียน้ำเร็วและไวต่อการระคายเคืองเป็นพิเศษ 

ขั้นที่ 1 – MediClaire HPR Retinoid Skin Barrier Pad 

โทนเนอร์แพดที่ให้ HPR ในระดับเริ่มต้นเพียง 0.1% เหมาะกับช่วงที่ผิวยังต้องทำความรู้จักสารกลุ่มนี้ 

  • Niacinamide 3% และ NAG ช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอ พร้อมเสริมความแข็งแรงให้เกราะผิว 
  • Ceramide NP, Panthenol และ Allantoin เติมความชุ่มชื้นและช่วยปลอบประโลมผิว 
  • แผ่น Semi-Gel Crystal Pad บางพิเศษ ใช้เช็ดให้ทั่วหน้าและลำคอ หรือโปะเป็นมาสก์เฉพาะจุดก็ได้ 

ขั้นที่ 2 – MediClaire HPR Retinoid Skin Barrier Serum 

เซรั่มสูตรเข้มข้นที่ยกระดับ HPR ขึ้นเป็น 0.5% สำหรับผิวที่พร้อมแล้ว 

  • Pantodium Cica 1% สารสกัดจากฝรั่งเศส ช่วยปลอบประโลมผิวที่อ่อนไหว 
  • Niacinamide 3% และ NAG 2% ดูแลความกระจ่างใสควบคู่กับเกราะผิว 
  • Hyaluronan 16 Multi-Complex เติมความชุ่มชื้นได้หลายระดับผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง 
  • วิธีใช้ ทาลูบไล้ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น 

พอไล่จากแพดไปหาเซรั่ม ผิวก็ได้ค่อย ๆ ปรับตัว ไม่ใช่กระโดดเข้าความเข้มข้นสูงตั้งแต่วันแรก 

Do & Don't ที่ควรจำ 

สิ่งที่ควรทำ 

  1. เริ่มจากความถี่น้อยก่อนเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง แล้วค่อยขยับเป็นวันเว้นวันเมื่อผิวเริ่มคุ้น 
  2. ทากันแดดทุกเช้าโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะสารกลุ่มนี้ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น 
  3. เติมความชุ่มชื้นให้ผิวเสมอ ทั้งก่อนและหลังการบำรุง 

สิ่งที่ควรเลี่ยง 

  1. ใช้คู่กับวิตามินซี AHA หรือ BHA ในรอบเดียวกัน เพราะจะยิ่งดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ให้สลับวันหรือแยกเช้า-เย็นแทน 
  2. เร่งความเข้มข้นเร็วเกินไปเพราะอยากเห็นผลไว 
  3. ใช้ต่อทั้งที่ผิวแดงและแสบ ควรพักสัก 2-3 วันแล้วค่อยกลับมาใหม่ที่ความถี่น้อยลง 

ผู้ที่ตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ทุกครั้ง 

 

เริ่มใช้ เรตินอยด์ ให้ถูกทาง ผิวก็ไม่ต้องผ่านช่วงหน้าลอก 

อนุพันธ์วิตามินเอไม่ได้มีแบบเดียว และการที่เคยใช้แล้วหน้าลอกก็ไม่ได้แปลว่าผิวเราใช้ไม่ได้ตลอดไป 

  • เลือกรูปแบบที่อ่อนโยนขึ้น อย่าง HPR ที่ไม่ต้องรอการเปลี่ยนรูปบนผิว 
  • เริ่มจากความเข้มข้นต่ำ แล้วค่อยขยับขึ้นเมื่อผิวพร้อม 
  • ดูแลเกราะผิวควบคู่กันไป อย่าโฟกัสแค่ตัวสารสำคัญอย่างเดียว 

ให้เวลาผิวได้ปรับตัว เท่านี้ก็ดูแลผิวให้แลดูเรียบเนียนขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่านช่วงหน้าลอก 

 

สั่งผ่านช่องทางออนไลน์ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

Facebook: ClaireSkin-Thailand
Line: @CR88
หรือคลิก https://lin.ee/aFq9CKU 

+
Facebook LINE Shopee Lazada